วิธีขจัดเครียดสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

             

เดือนสิงหาคม เดือนแห่งวันแม่ เราขอเอาใจคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ซักหน่อยด้วย 5 เคล็ดลับรับมือกับความเครียดที่เกิดขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ ด้วยระดับของฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้น หรือจากความกังวล และความเปลี่ยนแปลงต่างๆของร่างกายอาจส่งผลให้คุณแม่รู้สึกมีภาวะอารมณ์แปรปรวน อารมณ์ขึ้นๆลง และทำให้เกิดเป็นความเครียดในที่สุด จะทำอย่างไรให้ 9 เดือนต่อจากนี้เป็นช่วงเวลาแห่งการรอคอยที่มีความสุขในทุกวัน

 

1. พักผ่อน นอนหลับให้เพียงพอ

การนอนหลับ และพักผ่อน ถือเป็นเรื่องสำคัญอันดับ 1 เพราะเป็นพื้นฐานของการมีอารมณ์ที่ดี และทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น ไม่อ่อนเพลีย หรือหงุดหงิดง่าย ดังนั้นให้คุณแม่ลองสังเกตตัวเอง หากรู้สึกเพลีย อ่อนล้า ลองงีบหลับซัก 15-20 นาทีในระหว่างวัน จะช่วยเพิ่มพลัง และรู้สึกดีขึ้นในทันที

คุณแม่ควรเข้านอนเป็นเวลา ไม่ต้องรอให้ง่วงก็สามารถนอนพัก นอนเล่นบนเตียงแล้วปล่อยให้ร่างกายได้ผ่อนคลายและค่อยๆหลับไปในที่สุด ดังนั้นขอให้เลือกเครื่องนอน จัดที่นอนรู้สึกว่าหลับได้สบายขึ้น ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้รู้สึกเย็นขึ้นเล็กน้อยจะช่วยทำให้หลับได้ง่ายขึ้น ก่อนเข้านอน 1 ชั่วโมงดื่มนม หรือน้ำสมุนไพรอุ่นๆ หรือวางเครื่องหอมที่มีกลิ่นหอมช่วยให้ผ่อนคลายไว้ข้างหัวเตียง ก็ช่วยให้หลับได้ง่าย และลึกยิ่งขึ้น

 

 

2.โฟกัสการทานอาหารที่ดี 

ทานอาหารที่ดี และมีประโยชน์จะส่งผลดีทั้งกับตัวคุณแม่เอง และลูกในท้อง ต้องมั่นใจได้ว่าทานอาหารในมื้อปกติอย่างเพียงพอ และตรงเวลา เพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือด และไม่ทำให้คุณรู้สึกหงุดหงิดอันมีสาเหตุมาจากระดับน้ำตาลในเลือดลดลง แล้วมาปรับเปลี่ยนวิธีการทานอาหารเล็กน้อย คุณจะรู้สึกดีมากขึ้น อาทิ

  • ดื่มน้ำสะอาดให้ได้อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว ถ้าอยากน้ำหวานสามารถดื่มน้ำผลไม้คั้นสดวันละ 1 แก้วเพื่อเพิ่มความสดชื่นในระหว่างวัน
  • เพิ่มการทานผัก และผลไม้ให้หลากสีสันในแต่ละวัน เพื่อเพิ่มวิตามิน กากใย และช่วยการขับถ่าย
  • เปลี่ยนการทานข้าวขาวปกติ มาเป็นข้าวไรซ์เบอร์รี่ หรือข้าวกล้อง เพราะช่วยให้อิ่มท้องได้นาน รักษาระดับน้ำตาลในเลือด มีสารต้านอนุมูลอิสระ มีกากใย และทานได้ง่ายหอมอร่อย
  • เลือกอาหารที่มีโปรตีนสูง อาทิ อกไก่, ปลา, ไข่ เพื่อเติมโปรตีนที่สำคัญให้กับร่างกาย ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าสดใสตลอดวัน
  • จำกัดปริมาณการทานขนม และของหวานอย่างเหมาะสม ขนมหวานอาจจะช่วยให้คุณแม่อารมณ์ดีขึ้น แต่ก็ไม่ควรทานมากจนเกินกว่าความต้องการของร่างกาย เพราะจะสะสมและอาจเกิดโรคเบาหวานแทรกซ้อนได้ หากอยากของหวาน ลองเปลี่ยนมาทานเป็นผลไม้เย็นๆจานเล็กๆก็เพิ่มความสดชื่นได้ไม่แพ้กัน

 

3.ออกกำลังกายเบาๆ

ในช่วง 3 เดือนแรกอาจเป็นช่วงที่มีอาการแพ้ท้อง ให้เริ่มต้นด้วยการยืดเส้นยืดสายไปก่อน แล้วเมื่ออาการแพ้ท้องลดลง คุณแม่สามารถออกกำลังกายในเบา ๆ ได้ เช่น เดิน, เต้นแอโรบิคในน้ำ, โยคะสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ (ควรมีผู้เชี่ยวชาญคอยแนะนำอย่างใกล้ชิด)
คลิปวีดีโอตัวอย่างการออกกำลังกายเบาๆสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ https://youtu.be/38QKU7P_yxs
การออกกำลังกายระหว่างตั้งครรภ์นั้นนอกจากจะทำให้คุณแม่มีสุขภาพแข็งแรงแล้ว ยังช่วยให้น้ำหนักตัวของคุณแม่ไม่เพิ่มขึ้นมากจนเกินไปในระหว่างตั้งครรภ์ และหลังคลอดบุตรน้ำหนักจะลดได้ง่าย ช่วยให้อารมณ์ดีหลับง่าย ลดอาการท้องผูก และปวดหลัง ที่สำคัญที่สุดการออกกำลังกายขณะตั้งครรภ์มีผลดีต่อพัฒนาการทางสมองของทารกในครรภ์อีกด้วย
สำหรับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ควรออกกำลังกายเบาๆอย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ โดยออกวันละ 30-40 นาที เบาๆก่อน อย่าหักโหม หรือจะให้ดีควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก็จะดีมากค่ะ

 

4. มีเวลาอยู่กับตัวเอง เพื่อสร้างอารมณ์ที่เป็นบวก

ลองหาเวลาอยู่กับตัวเอง วันละ 10-15 นาที เพื่อพูดคุยกับตัวเอง และลูกน้อยในท้องด้วยโหมดอารมณ์ที่ผ่อนคลาย พูดในสิ่งที่เป็นบวก โทนเสียงที่อ่อนโยน และสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกายในแต่ละวัน หลังจากเดือนที่ 5 ไปแล้วลูกน้อยจะเริ่มได้ยินเสียงของคุณ ลองพูดคุย ฟังเพลง ร้องเพลง หรืออ่านหนังสือ เพื่อส่งผ่านพลังงานที่เป็นบวก และสร้างความผูกพันกับลูกในท้อง ทำเป็นประจำสม่ำเสมอทุกวันจะช่วยให้คุณรู้สึกมีพลังที่เป็นบวกในช่วงการตั้งครรภ์ได้อย่างเหลือเชื่อ

ตัวอย่างเพลงสำหรับคุณแม่ และลูกในท้อง https://youtu.be/j8f9B1__OxQ

 

5. ดูแลตัวเองให้สดใสอยู่เสมอ

ช่วงที่ตั้งครรภ์ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะปล่อยตัวเองให้โทรม เพราะยิ่งปล่อยตัว ก็จะยิ่งเครียด หาซื้อเสื้อผ้าที่ออกแบบสำหรับคนท้องโดยเฉพาะ เลือกเนื้อห้าที่ใส่สบาย เหมาะกับช่วงอายุครรภ์ เลือกสีสันที่สดใส ให้เวลาในการดูแลตัวเองซักหน่อย และมีรอยยิ้มกับตัวเอง และคนรอบข้างเสมอ คุณจะเป็นคุณแม่ที่มีความสุข จนใครๆอิฉาเลยล่ะค่ะ

โค้ชบัว ลวัณรัตน์ รื่นบรรเทิง
เจ้าของเพจ และพ็อกเก็ตบุ๊ค “หุ่นสวยรวยสุข”
ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาบุคลิกภาพ ปรับทัศนคติ และสร้างแรงบันดาลใจ

อ่านบทความอื่นๆของเรา